rss

Google plus

mail

Facebook

สิวหายด้วย…หอมแดง…

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

หอมแดง

หอมแดง” ถือเป็นผักสามัญประจำครัวเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าครัวไหนก็ต้องมีไว้ประจำครัว พ่อครัว แม่ครัว มักใช้ “หอมแดง” เป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นลาบ น้ำตก หรือยำชนิดต่างๆ เป็นผักกินแกล้มกับอาหาร เป็นส่วนส่วนประกอบของเครื่องแกง

หอมแดง” เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน มีข้อปล้องสั้นมาก ตามปล้องมีใบเกล็ดทำหน้าที่สะสมอาหารซ้อนห่อหุ้มลำต้นไว้หลายชั้นจนเห็นเป็นหัวลักษณะกลม รูปไข่ สีแดงหรือสีขาว กว้าง 1-4 ซม. ยาว 1.5-5 ซม. มีกลิ่นฉุน รสเผ็ดร้อน ในหอมแดงมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย ไดอัลลิน ไตรซัลไฟต์ เช่นเดียวกับที่พบในกระเทียม นอกจากนี้ยังมีฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ เพคติน และลูโคคินิน ซึ่งสารเหล่านี้ มีคุณสมบัติช่วยให้เจริญอาหาร ยับยั้งแบคทีเรีย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลเส้นเลือด อันเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ และในหัวหอมยังมีน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารกำมะถัน รวมถึงแร่ธาตุหลายชนิด เช่น เหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัสในปริมาณสูงช่วยทำให้ความจำดี

นอกจากหอมแดงจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพภายในแล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยในการรักษาสิว ลบรอยด่างดำที่เกิดจากสิวได้ดีอีกด้วย เพราะน้ำมันหอมระเหยของหอมแดงมีฤทธิ์ในการยับยั้งแบคทีเรียสาเหตุของสิวได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำ หอมแดงมาฝานเป็นแว่นๆ บางๆ หรือทุบเบาๆ แตะน้ำที่ซึมออกมาจากหัวหอมแดง นำไปทาบริเวณที่เป็นสิว รอยด่างดำ ทาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ใช้เป็นประจำรอยสิวหรือรอยจุดด่างดำจะค่อยๆ จางหายไป

หัวปลี รักษาโรคกระเพาะ

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

หัวปลี-2

หัวปลี” คือส่วนช่อดอกของต้นกล้วย ประกอบด้วยดอกที่ถูกหุ้มด้วยใบประดับสีแดงขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นกาบซ้อนกันคล้ายดอกบัวตูม ซึ่งจะเติบโตไปเป็นผลกล้วยต่อไป นิยมนำหัวปลีมาประกอบอาหารกันมาก เพราะกินได้ทั้งแบบหัวปลีสดและแบบสุก รสฝาดมันของหัวปลีสดเหมาะเป็นผักเครื่องเคียงในผัดไทยหรือขนมจีนน้ำพริก แต่ถ้านำไปปรุงให้สุกจะมีรสหวานมันปนฝาด กินเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทำยำหัวปลี ต้มกะทิ ต้มยำ ห่อหมก ทอดมันหัวปลี หรือชุบแป้งทอดก็ให้รสชาติอร่อยไม่แพ้ผักชนิดอื่น

ประโยชน์ของหัวปลีมีหลายอย่าง เป็นอาหารบำรุงน้ำนมของแม่ลูกอ่อนที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร รักษาโรคกระเพาะ และแก้ร้อนใน ยางจากหัวปลีใช้รักษาแผลสดหรือทาบริเวณที่แมลงกัดต่อยได้

หัวปลี-1

หัวปลี 100 กรัม มีเส้นใยอาหาร 0.8 กรัม แคลเซียม 28 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม และวิตามินซี 25 จากผลวิจัยพบว่าหัวปลียังช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารได้ โดยการทดลองพบว่าการใช้สารสกัดจากหัวปลีสามารถป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้มากถึง 47.88-87.63% โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกิดแผลในกระเพาะอาหารจากการดื่มสุราอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ยังพบว่าหัวปลีมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

กะเทาะคุณค่า มะเขือเปราะ

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

มะเขือเปราะ” หรือ มะเขือเสวย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีขนสั้นๆ ปกคลุมทั้งลำต้นและใบ ผลมีลักษณะกลมแป้น มะเขือเปราะมีหลากหลายพันธุ์ สีสันของผลก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่สายพันธุ์ มะเขือเปราะพันธุ์ที่นิยมกินกันแพร่หลายที่สุดก็คือ มะเขือเปราะเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพันธุ์ดั้งเดิม เปลือกผลสีเขียวอ่อนมีริ้วสีขาว มีเนื้อกรอบ รสหวานปนขมเล็กน้อย เป็นมะเขือที่นิยมนำมาประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงป่า หรือกินสดๆ จิ้มกับหลนหรือน้ำพริกต่างๆ หากผ่านการลวกหรือปรุงสุก เนื้อของมะเขือจะอ่อนนุ่มและรสหวานอร่อยขึ้น การกินมะเขือเปราะ 100 กรัม ร่างกายจะได้รับวิตามินซี 24 มิลลิกรัม แคลเซียม 7 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 10 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 0.8 มิลลิกรัม และเส้นใยอาหาร 1.7 กรัม ในขณะที่มีพลังงานเพียง 33 กิโลแคลอรีเท่านั้น

มะเขือเปราะประโยชน์ของมะเขือเปราะก็คือ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ขับพยาธิ และลดระดับน้ำตาลในเลือด จากผลงานวิจัยพบว่าผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ บำรุงหัวใจ ลดความดันเลือด และยังลดปริมาณน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานได้อีกด้วย โดยสารสกัดจากมะเขือเปราะนั้นจะออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน นอกจากนี้ มะเขือเปราะยังมีสารที่อาจช่วยยับยั้งการเจริญเติมโตของเซลล์มะเร็งตับและ มะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย ขณะที่ในอินเดียใช้รากต้นมะเขือเปราะเป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ และขับลม

ประโยชน์มากมายขนาดนี้จึงไม่ควรปล่อยให้มะเขือเปราะต้องวางทิ้งอยู่ข้างจานอีกต่อไป

กะหล่ำปลี..กินแล้วไม่..ชีช้ำ

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลี” เป็นพืชมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตเมดิเตอเรเนียนแถบยุโรป และได้แพร่มาที่ประเทศไทย เมื่อก่อนกะหล่ำปลีปลูกได้ดีเฉพาะฤดูหนาวของทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น ปัจจุบันได้มีพันธุ์ทนร้อนเหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทยจึงสามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล สามารถขึ้นได้ดีกับดินแทบทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนโปร่ง และชอบแดดเต็มที่ตลอดทั้งวัน กะหล่ำปลีเป็นผักที่ปลูกได้ผลดีในช่วงของเดือน ตุลาคม-มกราคม

กะหล่ำปลี” เป็นผักที่มีวิตามินซีสูงมาก การกินกะหล่ำปลีฝอย 1 ถ้วย เท่ากับการกินส้มเขียวหวาน 1 ผล และยังประกอบไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินอี โฟเลต เบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น เหล็ก โพแทสเซียม และแมกนีเซียม อีกด้วย

จากผลงานวิจัยพบว่าสารกลูตามีนในกะหล่ำปลีช่วยเคลือบกระเพาะอาหารได้ ช่วยในการบรรเทาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และในกะหล่ำปลียังมีสารซัลเฟอร์ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำใส้ใหญ่ ทำให้ระบบการขับถ่ายดี อีกทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยระงับประสาททำให้รู้สึกผ่อนคลายนอนหลับได้ง่ายขึ้น สารอื่นในกะหล่ำปลี เช่น อินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ซึ่งสารเหล่านี้มีผลช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงระบบไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก และเจ็บคอจุกเสียดแน่นท้องได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังค้นพบอีกว่ากะหล่ำปลีสามารถช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ซึ่งมีผลต่อการล้างพิษจากควันไอเสียและยาต่างๆ และข้อดีสารกลูตาไทโอนอีกอย่างก็คือทำให้ผิวขาวขึ้นอีกด้วย

แต่ทั้งนี้เนื่องจากในกะหล่ำปลีดิบมีสารที่ชื่อ กอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ทำให้ร่างกายนำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ หากกินมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดสารไอโอดีนจนกลายเป็นโรคคอพอกได้ แต่สารพิษชนิดนี้จะสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อนหรือทำให้สุก อย่างไรก็ตามการกินกะหล่ำปลีดิบแล้วเป็นอันตรายต่อร่างกายจะต้องกินอย่างสม่ำเสมอและต้องกินครั้งละเป็นกิโลกรัมเลยทีเดียว ดังนั้นการกินกะหล่ำปลีพบว่ามีคุณประโยชน์อยู่มาก แต่หากกินกะหล่ำปลีดิบในจำนวนมากๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลสุขภาพจึงควรเลือกกินกะหล่ำปลีที่สดสะอาดและผ่านการปรุงให้สุกเสียก่อน

กิน..มะรุม..โรคไม่รุมเร้า

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ฝักมะรุม

มะรุม” ผักพื้นบ้านของไทยที่รู้จักกันมานาน มีการวิจัยและทดลองคุณสมบัติในการรักษาโรคของมะรุมกันอย่างกว้างขวาง และพบว่า “มะรุม” นั้นมีประโยชน์เอนกประสงค์ ทั้งทางด้านอาหารและยา

มะรุม” มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชียใต้ เป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ทนแล้ง ปลูกง่ายในเขตร้อน เจริญได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาวเป็นส่วนใหญ่ ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียว มีขนาดประมาณ 20-50 ซม. มีรสหวาน

ดอกมะรุม

มะรุม” สามารถทานได้ทั้งยอดมะรุมตรงที่เป็นใบอ่อน ช่อดอก หรือฝักอ่อน โดยนำมาต้มหรือลวกให้สุกจิ้มกับน้ำพริกได้หลากหลายชนิด หรือจะใช้ยอดอ่อนและฝักมะรุมมาทำแกงส้ม ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ใบมะรุมมีคุณค่าทางอาหารสูงมากทั้งวิตามินเอ ซี ธาตุเหล็กและแคลเซียม ใบมะรุม 100 กรัม มีโปรตีนสูงกว่านมถึง 2 เท่า มีวิตามินเอ 3 เท่าของแครอท มีวิตามินซีสูง 7 เท่าของส้ม มีแคลเซียม 3 เท่าของนม และแร่ธาตุโพแทสเซียม 3 เท่าของกล้วย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และใบสดยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย และพบว่าใบมะรุมช่วยขับคอเลสเตอรอลออกมากับอุจจาระเพิ่มขึ้น จึงเชื่อได้ว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย

ดอกมะรุมสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและป้องกันมะเร็ง ฝักก็ให้พลังงานสูงทั้งยังมีเส้นใย และคุณค่าทางอาหารอื่นๆ ส่วนเมล็ดก็สามารถนำไปคั้นเป็นน้ำมันมาประกอบอาหารได้ นอกจากนั้นยังเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันโรคมะเร็ง ฝักมะรุมที่นิยมนำมาประกอบอาหารนั้นมีฤทธิ์แก้ไข้หรือลดไข้ได้ และยังมีกากใยสูง ช่วยในเรื่องการขับถ่ายได้ดี นับได้ว่ามะรุมเป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์ทุกส่วน

ขึ้นฉ่าย ลดความดัน ช่วยเจริญอาหาร

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย” เป็นผักและสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมฉุน นิยมนำมาใช้ปรุงอาหารเพื่อเพิ่มความหอมของน้ำซุป หรือ ปรุงอาหารที่ต้องการดับกลิ่นคาว เช่น นำไปผัดกับปลาเพื่อดับกลิ่นคาว

ขึ้นฉ่าย (celery) เป็นพืชล้มลุกมีอายุ 1-2 ปี สูงประมาณ 40-60 เซนติเมตร ใบสีเหลืองอมเขียว เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงข้าม ใบย่อยเป็นรูปลิ่มหยัก ขอบใบหยัก ก้านใบยาวแผ่ออกเป็นกาบ ดอกเป็นช่อแบบซี่ร่ม (compound umbels) สีขาว ผลสีน้ำตาลมีขนาดเล็กมาก

ขึ้นฉ่าย มีโพแทสเซียมสูง ทำให้หลอดเลือดขยายตัว จึงมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสำหรับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ช่วยขับปัสสาวะสำหรับคนที่เป็นนิ่วได้ รักษาโรคปวดข้อ เช่น รูมาติกและโรคเกาต์ มีโซเดียมอินทรีย์ที่สามารถช่วยปรับความเป็นกรดและด่างในเลือดให้สมดุล ในขึ้นฉ่ายยังมีวิตามินเอ บี และซี มีสารเบต้าแคโรทีนบำรุงสายตาและผิวพรรณ

น้ำหอมระเหยในใบของขึ้นฉ่ายนอกจากจะช่วยดับกลิ่นคาวแล้วยังให้ทำให้เจริญอาหาร น้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายมีสรรพคุณเป็นยากล่อมประสาท ทำให้รู้สึกสบาย และนอนหลับได้ดี โดยนำขึ้นฉ่ายมาปั่นแล้วกรองให้ได้น้ำใสๆ แล้วเติมน้ำตาลเล็กน้อย

การกินขึ้นฉ่ายในปริมาณมากและกินติดๆ กันหลายวัน จะมีผลทำให้จำนวนสเปิร์มในผู้ชายลงได้ถึง 50% แต่หลังจากยุติการกินแล้ว จำนวนสเปิร์มจะเพิ่มกลับมาระดับปกติใน 8-13 สัปดาห์

ผักบุ้ง บำรุงสายตา

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำที่ผู้ใหญ่ว่า “กินผักบุ้ง แล้วตาหวาน” แต่หลายคนคงไม่นึกว่าคำพูดนี้จะเป็นความจริง ขอยืนยันตรงนี้เลยว่าคำพูดนี้จริงที่สุดเลย เพราะว่าในผักบุ้งมีสารที่เรียกว่า เบต้า-แคโรทีน ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นวิตามิน A ได้ และวิตามิน A นี้เองเป็นสารที่ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยงให้ตาเป็นประกายสดใส ไม่แสบ ไม่แห้ง ช่วยให้ไม่แสบตาจากอาการตาแห้ง ลดอาการปวดกระบอกตาในกรณีที่ใช้สายตาเป็นเวลานานๆ และยังมีสรรพคุณแก้ตาฟางหรือตาบอดกลางคืนได้อีกด้วย และนอกจากวิตามิน A แล้ว ในผักบุ้งสดยังมีวิตามิน C มากอีกด้วย

นอกจากนี้ในผักบุ้งยังมีเกลือแร่และธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงเลือด อีกทั้งแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงกระดูก รวมถึงมีเส้นใยอาหารช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย และในผักบุ้งมีสารชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างคล้ายอินซูลินที่สามารถลดน้ำตาลในกระแสเลือดสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน และผักบุ้งเป็นผักที่มีฤทธิ์เย็นจึงช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้ และประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของผักบุ้งที่ไม่ค่อยมีใครรู้ก็คือ ผักบุ้งเป็นหนึ่งในตำรายาไทย คือถือเป็นยาเย็นแก้ถอนพิษเมื่อเมาอีกด้วย