rss

Google plus

mail

Facebook

ปวยเล้ง ผักเพิ่มพลัง

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ผักปวยเล้ง” เป็นผักที่มีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่เเร่ธาตุอย่างธาตุเหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และวิตามินซี วิตามินบี 2 อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกที่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการสร้างสารซีโรโทนินในระบบเซลล์ประสาท ซึ่งสารซีโรโทนินที่ว่านี้มีความสำคัญคือจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย หากขาดสารตัวนี้ก็จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย นอกจากนั้นแล้ว ปวยเล้งยังมีคลอโรฟิลล์สูง จึงเหมาะกับผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย และมีอาการเครียด ทั้งยังมีมีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ และช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย

แต่ในผักปวยเล้งมีกรดยูริกมาก คนที่ป่วยเป็นโรคเกาต์หรือไขข้ออักเสบจึงไม่ควรกินมากนัก และยังมีกรดออกซาลิกอยู่มากเช่นกัน ซึ่งกรดนี้ถ้ารวมตัวกับแคลเซียมจะก่อให้เกิดนิ่วได้ ก่อนจะปรุงอาหารจึงควรลวกผักปวยเล้งครั้งหนึ่งก่อนแล้วเทน้ำที่ลวกทิ้งไป แล้วจึงนำผักมาปรุงอาหาร

 

ผักกูด เฟิร์นกินได้

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ผักกูด” เป็นผักที่จัดอยู่ในพืชประเภทเฟิร์น ขึ้นในที่ชื้นแฉะอย่างเช่น ริมลำธาร หรือตามชายคลอง ซึ่งผักกูดสามารถเป็นตัวบ่งชี้สภาพแวดล้อมได้ดี เพราะหากสภาพแวดล้อมไม่ดี ผักกูดก็จะไม่ขึ้น

ผักกูดสามารถนำมาประกอบอาหารหลายอย่าง โดยจะนำยอดอ่อนและใบอ่อนมาทำเป็นอาหาร แถมเมนูจากผักกูดก็ยังอร่อยถูกปากหลายๆ คนเป็นพิเศษอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ยำผักกูด ผักกูดผัดน้ำมันหอย แกงปลากับผักกูด จะกินสดๆ หรือลวกจิ้มกับน้ำพริกก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรกินผักกูดสดบ่อยมากนักเพราะในผักกูดมีสารออกซาเลตสูง โดยสารนี้จะมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญๆ อีกทั้งหากสะสมสารนี้ไปในร่างกายมากๆ ก็จะทำให้ออกซาเลตไปตกผลึกสะสมในไตและกระเพาะปัสสาวะทำให้เป็นนิ่วได้ จึงควรทำผักกูดให้สุกก่อนกิน

สารอาหารในผักกูดนั้นก็มีมากมาย โดยมีสารเบต้าแคโรทีน และธาตุเหล็กสูง นอกจากนั้นก็ยังให้แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินซี ไนอาซีน ผักกูดยังเป็นผักพื้นบ้านของไทยที่มีสรรพคุณทางยา โดยจะช่วยแก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับปัสสาวะ

คุณค่าเยอะจาก ถั่วฝักยาว

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

“ถั่วฝักยาว” เป็นถั่วที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นฝักยาวๆ สีเขียว โดยถั่วฝักยาวนั้นถือเป็นถั่วที่มีฝักยาวที่สุดในบรรดาพืชวงศ์ถั่วด้วยกัน ซึ่งในภาษาอังกฤษเองก็เรียกถั่วชนิดนี้ว่า Yard Long Bean หรือถั่วที่ยาวเป็นหลานั่นเอง

ถั่วฝักยาว นิยมนำมาใช้เป็นผักเครื่องเคียง เช่น ในส้มตำ ขนมจีน หรือนำมาจิ้มน้ำพริกก็ได้ แต่ถั่วฝักยาวก็สามารถนำมาประกอบเป็นส่วนหลักของอาหารอย่างเช่น ถั่วฝักยาวผัดพริก หรือแกงส้ม ก็ได้เช่นกัน โดยประโยชน์ของถั่วฝักยาวนี้ก็คือให้แร่ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส มีวิตามินซีที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี มีกากใยอาหารที่สามารถละลายในน้ำได้ ซึ่งกากใยอาหารชนิดนี้นอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีแล้ว ก็ยังจะทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหารทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน ทั้งยังเป็นยาบำรุงไต และม้าม แก้ร้อนใน ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย

แต่ก่อนจะบริโภคถั่วฝักยาว ควรต้องล้างให้สะอาดและแช่น้ำเกลือไว้ประมาณ 10 นาที ก่อนจะนำไปปรุงอาหาร เนื่องจากการปลูกถั่วฝักยาวมีการฉีดยาฆ่าแมลงในปริมาณสูงมากทีเดียว

เพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย ถั่วแขก

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ถั่วแขก” เป็นถั่วกินฝักอีกชนิดหนึ่งที่มีรสชาติอร่อย เคี้ยวกรุบกรอบ จึงมีคนนิยมนำถั่วแขกมาประกอบอาหารกันมาก โดยนิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ต่างๆ

ถั่วแขกนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด โดยถั่วแขก 100 กรัม จะให้พลังงาน 27 กิโลแคลอรี และมีโปรตีน 1.9 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.5 กรัม แคลเซียม 78 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 45 มิลลิกรัม เหล็ก 3.8 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.09 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 32 มิลลิกรัม อีกทั้งในถั่วแขกยังสามารถช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดีอีกด้วย เพราะในถั่วแขกมีสารสำคัญอย่างสารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ สารทริปซิน และยังมีสารพีเอชเอ ซึ่งช่วยชะลอความแก่ชรา ป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย และจะช่วยเร่งการสร้างสารภูมิคุ้มกันที่เรียกกันว่า อินเตอร์เฟอรอน (Interferon)

ทางการแพทย์จีนยังได้กล่าวถึงสรรพคุณของถั่วแขกไว้ว่า สามารถช่วยส่งเสริมการรักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด สามารถช่วยรักษามะเร็งในเม็ดเลือด ช่วยเสริมการรักษาโรคโลหิตจางชนิดไม่สร้างเม็ดเลือด ช่วยเสริมการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรัง ช่วยเสริมการรักษาโรคไข้เลือดออก และช่วยเสริมการรักษาภาวะเม็ดโลหิตขาวต่ำ

มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่า การกินถั่วแขกให้ได้ประโยชน์นั้น ต้องนำเอาไปทำให้สุกเสียก่อน ไม่อย่างนั้นแทนที่จะได้ประโยชน์ ก็จะได้อาหารเมาพิษถั่ว เวียนหัว คลื่นไส้อาเจียนมาแทน

 

ที่มา…MGR Online

 

ผักหวาน ผักพื้นบ้านหวานกรอบ

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ผักหวาน” ผักพื้นบ้านของทางภาคเหนือและภาคอีสานที่มีรสชาติอร่อยถูกปากนักกินทั้งหลาย ก่อนหน้านี้ผักหวานเป็นพืชที่รู้จักกันเฉพาะชาวบ้านเท่านั้น แต่ด้วยความอร่อยหวานกรอบของมัน รวมทั้งมีให้กินเฉพาะฤดูกาลในช่วงหน้าร้อนเท่านั้น ก็ทำให้ผักหวานเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าราคาก็ย่อมสูงตามไปด้วย

ผักหวานที่เรากินกันนี้เรียกว่าเป็นผักหวานป่า เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กนิยมนำส่วนที่เป็นยอดและใบอ่อนมาทำเป็นอาหารกิน โดยอาหารที่นิยมทำกินกันก็คือแกงผักหวานใส่ไข่มดแดง แกงผักหวานปลาย่าง แกงอ่อม นำมาผัดน้ำมันกินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือนำมานึ่งจิ้มกินกับน้ำพริกก็อร่อยได้เช่นกัน

ผักหวานจัดเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่ง โดยมีทั้งโปรตีน วิตามินซี รวมทั้งยังมีเส้นใยมากพอสมควร ช่วยในการขับถ่ายให้ดีขึ้น แต่สำหรับผู้ที่จะเก็บผักหวานมากินก็ต้องระวังนิดหนึ่ง เพราะจะมีผักชนิดหนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายกับผักหวานป่า หรือเรียกว่า ผักหวานเมา กินแล้วจะทำให้เกิดอาการเมา วิงเวียน อาเจียนได้ วิธีแก้ของชาวบ้านก็คือการใส่ข้าวสารลงไปขณะต้มแกงด้วย ก็จะแก้ฤทธิ์เมาได้

ที่มา…MGR Online

ลดมะเร็งปอดด้วย แครอท

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

แครอท” ถือเป็นพืชที่มีสารเบต้าแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาผักสีส้มทั้งหลาย แม้ต้นกำเนิดจะเป็นผักมาจากต่างประเทศ แต่ก็เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในเมืองไทย และยังนิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่างอีกด้วย

คุณประโยชน์ของแครอทนั้นก็คือ จะมีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเซลล์ของมะเร็ง ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอดได้ ซึ่งคนที่กินผักที่มีเบต้าแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอดมากเป็นเจ็ดเท่าของคนที่กินมากที่สุด นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดี และยังมีแคลเซียมเพคเตทที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว นอกจากนั้นในแครอทยังมีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงและลดการเสื่อมของตา มีสารต่างๆ ที่เป็นทั้งเกลือแร่และวิตามินอีกมากมาย เช่นธาตุแคลเซียม มีฟอสฟอรัส เหล็ก มีวิตามินเอ บี1 บี2 และวิตามินซี อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังและเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย

ในการนำแครอทไปประกอบอาหารนั้นควรจะทำให้สุกก่อน เพราะความร้อนจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของแครอท ทำให้ร่างกายนำเบต้าแคโรทีนไปใช้ได้ดี และสำหรับคนที่อยากบำรุงผิวหน้าด้วยแครอทก็สามารถนำแครอทไปนึ่งให้สุกแล้วบดละเอียด นำมาพอกหน้าไว้ 5-10 นาที ก็จะช่วยบำรุงผิวได้ด้วย

ที่มา…MGR Online

ข่า สมุนไพรไทยใช้ดี

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ข่า” เป็นพืชที่ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นต้มข่าไก่ ต้มยำ หรือใช้เป็นส่วนผสมในน้ำพริกต่างๆ แม้จะไม่ได้ใช้เป็นส่วนประกอบหลัก แต่อาหารหลายๆ อย่างถ้าขาดข่าไปก็จะไม่ได้รสชาติที่อร่อยเหมือนเดิม โดยเราจะใช้เหง้าของข่า หรือส่วนหัวที่อยู่ใต้ดินของข่ามาประกอบอาหาร เนื้อในเหง้าของข่าจะมีสีขาว รสขมเผ็ดร้อน และมีกลิ่นหอมฉุนที่เป็นเอกลักษณ์ของข่า

สรรพคุณของข่า ซึ่งถือว่าเป็นสมุนไพรไทยอย่างหนึ่งนั้นก็มีหลายอย่าง โดยข่าจะช่วยไล่แก๊สในลำไส้ มีฤทธิ์ขับน้ำดี จึงช่วยย่อยอาหารได้ น้ำมันหอมระเหยในข่าจะช่วยขับลมในท้อง ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร รักษาโรคท้องร่วง โรคบิด โดยจะช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ และแก้อาการจุกเสียดได้ด้วย

คนโบราณใช้ใช้เหง้าสดตำให้ละเอียดผสมกับน้ำปูนใส รับประทานครั้งละครึ่งแก้วช่วยขับลมแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเดินและบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนั้นยังมีประโยชน์อื่นๆ เช่น รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน รักษาแผลสด แก้โรคหลอดลมอักเสบ อีกทั้งน้ำมันหอมระเหยจากข่ายังช่วยไล่แมลงได้อีกด้วย

ประโยชน์ขมๆ กับ มะระขี้นก

Category: เด็ดยอดผักสมุนไพร

ขึ้นชื่อว่าของขมๆ แล้วละก็ ไม่ค่อยจะมีใครนิยมในรสชาตินี้สักเท่าไรนัก แต่ประโยคที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ก็ยังใช้ได้อยู่เสมอ รวมทั้งกับ “มะระขี้นก” มะระชนิดหนึ่งที่มีลูกเล็กๆ สีเขียวเข้ม พื้นผิวขรุขระ แล้วก็รสชาติขมขื่นนี้ด้วยเช่นกัน

แม้จะมีรสชาติขมสักปานใด แต่มะระขี้นกก็ยังมีสรรพคุณอันโดดเด่น นั่นก็คือผลขมๆ ของมันสามารถต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเชื้อเอดส์ได้ รวมทั้งยังลดจำนวนเซลล์ที่ติดเชื้อได้ด้วย แถมยังมีฤทธิ์ในการต้านโรคมะเร็งได้ และสามารถลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย นอกจากนั้นมะระขี้นกยังเป็นพืชที่ให้วิตามินเอสูงมาก แถมรสชาติขมๆ นี้ยังช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยแก้ไข้แก้อาการร้อนในกระหายน้ำได้อีกด้วย

ถึงจะขมขนาดไหนแต่ก็ยังมีคนนำเอามะระขี้นกมาทำเป็นอาหารอยู่ดี ซึ่งเคล็ดลับสำหรับการนำมะระขี้นกไปประกอบอาหารแบบไม่ให้ขมเกินไปนัก เวลาต้มต้องนำไปต้มในน้ำเดือดจัดๆ แล้วเทน้ำทิ้งก่อนหนึ่งครั้งแล้วจึงต้มต่อ หรือจะใส่เกลือลงไปในน้ำต้มก็จะช่วยลดความขมลงได้บ้าง