rss

เทศกาลไหว้พระจันทร์..กับ..ขนมไหว้พระจันทร์

Category: ตำนานจานเด็ด

เทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลที่ชาวจีนให้ความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากเทศกาลตรุษจีน หลายๆ ประเทศที่มีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จะฉลองเทศกาลนี้กันอย่างสนุกสนาน มีทั้งการเชิดสิงโตตามท้องถนนเพื่อความเป็นสิริมงคล และการไหว้พระจันทร์ในยามค่ำคืนวันเพ็ญเดือน 8 ซึ่งจะต้องมีของไหว้คือ ขนมไหว้พระจันทร์ กับการประดับประดาโต๊ะบูชาอย่างสวยงาม สมาชิกของครอบครัวจะมาอยู่พร้อมหน้ากันเพื่อกินขนมพร้อมจิบชาภายใต้แสงจันทร์ เด็กๆ ก็จะถือโคมไฟกระดาษที่ทำเป็นรูปต่างๆ เดินไปตามถนน เป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน

สำหรับตำนานของต้นกำเนิดเทศกาลไหว้พระจันทร์มีหลายตำนานด้วยกัน ตำนานหนึ่งว่า จักรพรรดิวูแห่งราชวงศ์ฮั่นเป็นผู้ริเริ่มการฉลองนี้เพื่อกราบไหว้ดวงจันทร์เป็นเวลา 3 วัน ในฤดูใบไม้ร่วง อีกตำนานบอกว่าเกิดขึ้นในช่วงที่มองโกลยึดครองจีน โดยใช้ขนมไหว้พระจันทร์เป็นที่ซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏที่มีถึงประชาชนทั่วทั้งประเทศให้มาชุมนุมครั้งใหญ่ในเดือน 8 เพื่อช่วยกันปราบทหารมองโกล

อีกตำนานหนึ่งก็ว่า มีหญิงงามชื่อว่าฉางอี้ หรือฉางเอ๋อ ภรรยาของขุนนางจีน เกิดไปกินยาวิเศษที่กินเข้าไปแล้วสามารถเหาะขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ได้ แถมยังได้ดื่มน้ำอมฤตจากนางฟ้าบนสวรรค์จนเป็นอมตะ กลายเป็นเทพธิดาอยู่บนดวงจันทร์ เป็นผู้ให้น้ำฝนแก่ชาวไร่ชาวนาเพื่อเพาะปลูก ชาวจีนจึงทำเพื่อบูชานางในคืนวันเพ็ญเดือน 8 เป็นการตอบแทน นั่นก็คือ “ขนมไหว้พระจันทร์” หรือที่คนจีนเรียกขนมเอี้ยปิ่งนั่นเอง

“ขนมไหว้พระจันทร์” เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในเทศกาลนี้ มีความหมายถึงความพรั่งพร้อม ความสมบูรณ์ และความสมหวัง ขนมก้อนเล็กๆ นี้มีกำเนิดที่ประเทศจีนเมื่อประมาณ 600 ปีมาแล้ว แต่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสู่เมืองไทยเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา ขนมไหว้พระจันทร์ดั้งเดิมมีเพียงไส้ลูกบัว ถั่วแดง โหงวยิ้ง แต่ปัจจุบันได้ถูกพัฒนารสชาติให้เข้ากับยุคสมัยและรสปากของคนรุ่น ใหม่มากขึ้น

แซนด์วิช…จานเด็ด…ของ…คนด่วน!!!

Category: ตำนานจานเด็ด

         เวลาเร่งด่วนอาหารง่ายๆ อีกอย่างที่นิยมกันก็คือ แซนด์วิช ซึ่งนอกจากจะทำง่ายแล้วยังสามารถถือกินได้โดยสะดวก ไม่ต้องมีอุปกรณ์ในการกินให้ยุ่งยาก ให้คุณค่าอาหารครบถ้วน และที่สำคัญที่ใครๆ ก็ชอบคืออร่อยถูกปากอีกด้วย

          แซนด์วิช นั้นมีประวัติมายาวนาน เล่ากันว่าราวศตวรรษที่ 18 ในเมืองแซนด์วิช ประเทศอังกฤษ มีนายพลท่านหนึ่งชื่อ พลเรือเอก จอห์น ม็องตากู ซึ่งมีตำแหน่งสูงเป็นท่านเอิร์ลแห่งแซนด์วิช ท่านนายพลติดเล่นไพ่งอมแงมชนิดไม่ยอมเสียเวลาหยุดเล่นไพ่เพื่อกินอาหารเลย จึงสั่งให้พ่อครัวทำอาหารชนิดที่สามารถหยิบกินไปเล่นไพ่ไปได้โดยไม่ทำให้เสียเวลา พ่อครัวจึงนำเอาแผ่นขนมปังประกบคู่กันแล้วสอดไส้ด้วยเนื้อและชีสเสิร์ฟให้ที่โต๊ะเล่นไพ่ ซึ่งเป็นที่ถูกใจของท่านเอิร์ลมาก ต่อมาร้านอาหารได้นำเอาสูตรขนมปังนี้ไปทำขายและตั้งชื่อว่า “แซนด์วิช” จนเป็นที่แพร่หลายและนิยมกันทั่วไป ทั้งในอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรป และมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของไส้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น หรือตามความชอบ เช่น แฮม ปลาแซลมอน เนื้ออบ ไข่ปลาคาเวียร์ และแนมกับผักชนิดต่างๆ รวมทั้งชีสชนิดต่างๆ หรืออาหารชนิดใดก็ได้ตามความชอบ ซึ่งไส้แต่ละชนิดก็ให้รสอร่อยแตกต่างกันไป
          สำหรับผมแล้วเวลาเร่งด่วน แซนด์วิชหมูหยองน้ำพริกเผา ก็อร่อยสุดยอดแล้วครับ

ขนมจีน อาหารคาว..ชื่อจีน..แต่..เป็นของมอญ

Category: ตำนานจานเด็ด

            ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวหลายจังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ อาหารอย่างหนึ่งที่พบเห็นได้ในทุกภาคก็คือขนมจีน ไม่ว่าจะเป็นขนมจีนภูเก็ต ขนมจีนที่ทานกับน้ำยาใส่ขมิ้นให้สีออกเป็นสีเหลือง หรือขนมจีนแกงไตปลาขนมจีนยอดนิยมของชาวปักษ์ใต้ จุดเด่นของขนมจีนทางภาคใต้คือจะมีผักให้เลือกหลายชนิด ถ้าเลือกทานผักอย่างละนิดก็อิ่มแล้ว ถ้าเป็นทางภาคเหนือก็ต้องขนมจีนน้ำเงี้ยว ส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำเงี้ยวก็คือ ซี่โครงหมูกับดอกงิ้วแห้ง ทำให้มีรสอร่อยไปอีกแบบ ขนมจีนที่ขึ้นชื่อทางภาคอีสานก็คือขนมจีนประโดกแห่งเมืองโคราช ประโดกเป็นชื่อหมู่บ้านที่ทำเส้นขนมจีนแป้งหมักขายกันหลายครัวเรือน เป็นเส้นขนมจีนแป้งหมักสูตรเฉพาะ แป้งขนมจีนมีสีขุ่น มีกลิ่นแป้งหมัก และมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ นิยมทานกับน้ำยาป่า  มาที่แม่สอด จังหวัดตาก ขนมจีนที่นี่เรียกว่าขนมจีนขยุ้ม คือนำเส้นขนมจีนมาขยุ้มหรือจับให้ก้อนพอดีคำ  แต่ที่ว่ากันว่าเป็นขนมจีนดั้งเดิมต้องเป็นขนมจีนหยวกกล้วย ของชาวมอญ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นขนมจีนที่ทานกับน้ำยาทำมาจากหยวกกล้วย มีรสชาติจืด มัน ปรุงรสด้วยน้ำส้มมะขาม

            เห็นได้ว่าไม่ว่าภาคไหนก็นิยมรับประทานขนมจีน และมีเอกลักษณ์แตกต่างกันตรงที่น้ำยาที่นำมาราดบนเส้นขนมจีน  แต่ที่น่าสังเกตก็คือไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่ามีความเป็นจีนอยู่ในอาหารคาวที่เรียกว่า “ขนมจีน” นี้ จึงมีข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงเรียกอาหารชนิดนี้ว่า “ขนมจีน”

            มีผู้สันนิษฐานว่าขนมจีนนั้นเดิมเป็นอาหารของชาวมอญ โดยขนมจีนในภาษามอญนั้นเรียกว่า “คนอม” ส่วนคำว่า “จีน” นั้นไม่มีใช้ในภาษามอญ มีแต่คำว่า “จิน” ซึ่งแปลว่าสุก ว่ากันว่า ขณะที่คนมอญกำลังทำคนอมอยู่ ก็มีคนไทยเดินมาและร้องถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ คนมอญก็ตอบเป็นภาษามอญว่า “คนอมจินโก๊กเซมเจี๊ยะกัม” แปลว่าขนมจีนสุกแล้ว เรียกคนไทยมากินด้วยกัน และจากนั้นเป็นต้นมา คนไทยก็เรียกอาหารชนิดนี้ว่า “คนอมจิน” และเพี้ยนมาเป็น “ขนมจีน” นั่นเอง

ลอดช่องสิงคโปร์..แจ้งเกิดประเทศไทย..ไม่ใช่..สิงคโปร์..แดนลอดช่อง

Category: ตำนานจานเด็ด

          อากาศร้อนๆ อย่างนี้ ทำให้นึกถึงน้ำแข็งใสหวานเย็น อร่อยๆ ขึ้นจับใจ ผมยังจำได้ดีสมัยยังเด็ก อากาศร้อนๆ อย่างนี้ ต้องวิ่งไปขอสตางค์ปาป๊าไปซื้อน้ำแข็งไสที่ร้านอาแป๊ะเฉาก๊วยหน้าตลาด นอกจากน้ำแข็งไส เฉาก๊วย ของอร่อยที่ขึ้นซื่ออีกอย่างของแกก็คือ ลอดช่องสิงคโปร์ เวลาที่แกเทน้ำเชื่อมกับกะทิลงในแก้วลอดช่องแล้วใช้ช้อนคนให้เข้ากัน ป๊อก…ป๊อก…ป๊อก…ป๊อก… เสียงช้อนกระทบกับแก้ว มันช่างเร้าใจและทำให้น้ำลายสอจริงๆ ตามติดด้วยเสียงตักน้ำแข็งเทลงแก้วลอดช่อง ชื่นใจจริงๆ ปาป๊าบอกว่าลอดช่องสิงคโปร์ต้นตำรับของแท้ดั่งเดิมต้องที่หน้าโรงหนังเฉลิมบุรี

          ผมมีโอกาสได้ไปทานลอดช่องสิงคโปร์ที่หน้าโรงหนังเฉลิมบุรีกับปาป๊าหลายครั้ง ปาป๊าบอกว่าเมื่อก่อนเค้าเรียกว่า ”โรงหนังสิงคโปร์” แล้วร้านนี้ก็ชื่อร้าน “สิงคโปร์โภชนา” เป็นร้านที่ทำลอดช่องจากแป้งมันสำปะหลังนวดจนเหนียว ใส่กะทิสด น้ำเชื่อม น้ำแข็งป่น ขายมาเป็นสิบปี จนใครๆ ก็ติดใจในรสชาติ เวลาจะทานลอดช่องก็ต้องมาทานที่หน้าโรงหนังสิงคโปร์ จนเรียกกันจนติดปากว่า “ลอดช่องสิงคโปร์”

          แต่จากการสืบค้นบางตำราตั้งข้อสังเกตว่า ชื่อของอาหารหรือขนมไทยบางอย่างตั้งชื่อจากส่วนผสมหรือวิธีการทำ เช่น ขนมกล้วย ส่วนผสมหลักคือกล้วย ทองหยิบ ใช้มือหยิบเป็นดอกๆ ขนมครก ต้องใช้เตาที่มีหลุมๆ เหมือนครก ขนมถ้วยตะไลหรือขนมถ้วยคือขนมที่ใส่ถ้วยตะไล สำหรับลอดช่องสิงคโปร์ ทำจากแป้งมันสำปะหลังซึ่งแต่ก่อนต้องนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์จึงเรียกว่า “แป้งสิงคโปร์” เมื่อนำมาทำลอดช่องจึงเรียกว่า “ลอดช่องสิงคโปร์”

          อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคำว่า สิงคโปร์ จะมาจาก ”โรงหนังสิงคโปร์” หรือ “แป้งสิงคโปร์” ลอดช่องสิงคโปร์ ก็มีบ้านเกิดอยู่ในประเทศไทย แจ้งเกิดในประเทศไทย แดนสยามเมืองยิ้มของเรา…นี่เอง… ไม่ได้มีต้นกำเนิดที่…ประเทศสิงคโปร์…แดนลอดช่อง…ที่มักเรียกกัน…

ข้าวผัดอเมริกัน..ข้าวผัดสัญชาติไทย..เชื้อสายไทย..

Category: ตำนานจานเด็ด

          พูดถึงข้าวผัดอเมริกัน คนไทยส่วนใหญ่ก็จะเข้าใจและรู้กันโดยทั่วไปว่า เป็นข้าวผัดที่ผัดกับซอสมะเขือเทศและลูกเกด นิยมใช้เนยแทนน้ำมันในการผัด นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มรสขาดด้วย เมล็ดถั่วเตา หัวหอมหั่นชิ้นเล็กๆ แฮมหั่นชิ้นเล็กๆ หรือ แครอดหั่นชิ้นเล็กๆ ผัดรวมกันตามความชอบ และรับประทานร่วมกับ ไก่ทอด ไส้กรอก แฮม หรือ ไข่ดาว แต่ถ้าถามชาวอเมริกันว่ารู้จัก “ข้าวผัดอเมริกัน” หรือ “American fried rice” รึเปล่า ส่วนใหญ่จะได้คำตอบว่า…“I don’t know”…

          AmericanFriedRice นั่นสิ…ทำไมอเมริกันชนถึงไม่รู้จัก ข้าวผัดอเมริกัน แล้ว ข้าวผัดอเมริกัน เป็นของชาติใด ใครเป็นต้นตำรับ ผมเองก็สงสัยเช่นกัน และจากการสืบค้นมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับข้าวผัด ข้าวผัดอเมริกัน อยู่สองกระแส

          กระแสหนึ่งบอกว่า ข้าวผัดอเมริกัน ที่แพร่หลายกันอยู่ทุกวันนี้เกิดจาก คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต ได้ประยุกต์ขึ้นเองขณะทำงานเป็น ผู้จัดการราชธานีภัตตาคาร ซึ่งเป็น แอร์พอร์ตเรสตัวรองต์ ของกรมรถไฟ ในสนามบินดอนเมือง โดยที่มีสายการบินแห่งหนึ่งสั่งจองอาหารเช้าและอาหารกลางวันไว้แต่ยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้อาหารเช้าแบบอเมริกันที่เตรียมไว้ เช่น ไข่ดาว ไส้กรอก เหลืออยู่จำนวนมาก คุณหญิงสุรีพันธ์ จึงนำข้าวผัดที่มีอยู่มาประกอบกับอาหารเช้าแบบอเมริกันดังกล่าวเพื่อรับประทาน นายทหารอากาศไทยที่เห็นเข้าจึงได้สั่งรับประทานด้วย เมื่อทหารอเมริกันมาเห็นและถามถึงชื่อข้าวผัดดังกล่าว คุณหญิงสุรีพันธ์ ได้ตั้งชื่อว่า “American fried rice” หรือ “ข้าวผัดอเมริกัน” ซึ่งข้าวผัดอเมริกันขณะนั้นมีส่วนประกอบไม่แน่นอน บางวันส่วนประกอบก็เปลี่ยนจากไส้กรอกหรือไก่อบเป็นเนื้อทอด แล้วแต่ว่าในครัวจะเหลืออะไร แม้ว่ายังไม่พบข้อมูลที่แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด แต่คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเกิดช่วงปี พ.ศ. 2492 ถึง ปี พ.ศ. 2497

          อีกกระแสหนึ่งบอกว่า ข้าวผัดอเมริกัน เกิดจาก พ่อครัวชื่อ “โกเจ๊ก” คิดค้นขึ้นเพื่อให้บริการทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ช่วงที่ไทยยังเป็นที่ตั้งฐานทัพอเมริกาในสงครามเวียดนาม ต่อมาได้รับความนิยมจนแพร่หลายไปทั่วประเทศ หากเหตุการณ์นี้เป็นจริงในช่วงสงครามเวียดนามซึ่งก็น่าจะอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2500 ถึง พ.ศ. 2518

          อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต หรือ โกเจ๊ก จะเป็นต้นตำรับข้าวผัดอเมริกัน ผมก็ยังภูมิใจว่าข้าวผัดอเมริกันแสนอร่อยเป็นข้าวผัดของคนไทย ข้าวผัดสัญชาติไทย…เชื้อสายไทย…

ข้าวเฉโป สวยโป เสียโป…การพนันไม่ทำให้ใครรวย

Category: ตำนานจานเด็ด

          ข้าวเฉโป ข้าวเสียโป หรือ ข้าวสวยโป สำหรับคนรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นกับชื่ออาหารจานนี้นัก แต่สำหรับคนที่อายุ 40 ขึ้นไป จะคุ้นเคยเป็นอย่างดี ข้าวเฉโป มีหน้าตาผสมผสานกันระหว่างข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง และข้าวหมูกรอบ แต่จะมีส่วนผสมต่างกันไปแล้วแต่ร้าน เช่น กุนเชียง หมูแดง หมูกรอบ หูหมู กระเพาะหมู ลิ้นหมู เป็ดย่าง ตับแก้ว (ตับยัดไส้ด้วยมันหมู) เครื่องในหมูต้มพะโล้ แล้วราดด้วยน้ำพะโล้ มีผักลวกให้ทานเป็นเครื่องเคียง

ข้าวเฉโป          ตอนเด็กๆ ถ้ามีโอกาสได้ผ่านไปแถวเจริญกรุง ปาป๊า มักพาแวะทานข้าวเฉโป ปาป๊าบอกถึงที่มาของข้าวเฉโปว่า  “โปเป็นการพนันชนิดหนึ่ง อุปกรณ์การเล่นเป็นกระบอก มีไม้ติ้วเป็นสีๆ หรือเป็นแต้มคะแนน ใครดึงได้แต้มมากกว่าถือว่าเสียโปหรือแพ้พนัน ต้องเสียเงินให้คนอื่น สมัยก่อนแถวเจริญกรุงมีโรงบ่อนอยู่หลายที่ มีพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนแต้จิ๋วไปขายข้าวพะโล้หน้าโรงบ่อน เวลานักพนันเล่นโปเสียเงินออกมาจากบ่อนแล้วเกิดหิวข้าว แต่เงินเหลือน้อย มักสั่งให้แม่ค้าเอาเศษๆ ไก่ เป็ด หมู หูหมู ลูกชิ้นปลาทอด หรือของที่เหลือ โปะลงไปบนข้าวสวยแล้วราดด้วยน้ำพะโล้ นานเข้าเลยเรียกข้าวแบบนี้ว่า ข้าวเสียโป แต่คำว่า เสีย นั้นเห็นว่าไม่เป็นมงคลหรือนักพนันบางคนได้ยินแล้วอาจไม่ถูกใจไม่จึงเลี่ยงไปเป็น ข้าวเฉโป หรือ ข้าวสวยโป แทน”

          ปาป๊า บอกต่อท้ายอีกว่า การพนันไม่ทำให้ใครรวย ไฮโล โป ถั่ว ปาป๊า เกลียดที่สุด แต่ข้าวเฉโป…ของโปรด…”